มิตซูบิชิ เอกซ์แพนเดอร์ ใหม่ รถครอบครัวอเนกประสงค์ขับสนุก

496 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โดย อัฐฒา นายเรือ

หลังจากที่ทางมิตซูบิชิ ได้เปิดตัว เอกซ์แพนเดอร์ มาตั้งแต่เดือน สิงหาคม 2561 สามารถกวาดยอดขายไปทั้งสิ้น 44,000 คัน คว้าแชมพ์ยอดขายของรถยนต์กลุ่มนี้ไปครองอย่างงดงาม ในตลาดนี้ก็มีคู่แข่งเกิดขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเวลาต้องปรับโฉมและสมรรถนะในด้านต่างๆ เพื่อที่จะรักษาแชมพ์เอาไว้ 


มิตซูบิชิ เอกซ์แพนเดอร์ ใหม่ รูปทรงภายนอกแลดูสวยงาม ทันสมัยมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าใหม่ที่มีขนาดใหญ่แบบ แอดวานซ์ ไดนามิค ชิลด์ รับกับกันชนและไฟหน้าชุดใหม่ที่มีความสว่างมากขึ้นถึง 20% ฝาหลังและกันชนท้ายปรับโฉมใหม่ ตัวรถยกสูงขึ้นอีก 15 มม. ทำให้ระยะใต้ท้องรถห่างจากพื้นถึง 220 มม.สามารถลุยทางทุรกันดารหรือฝ่าน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น  ล้อเดิมล้อขนาด 16 นิ้ว เปลี่ยนมาเป็น 17 นิ้ว สไตล์สีทูโทน ระบบกันสะเทือนแบบใหม่ โดยที่ด้านหน้ามีการติดตั้งเหล็กกันโคลงและเหล็กค้ำหัวโช้คเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแกร่ง และที่ด้านหลังมีการปรับเปลี่ยนขนาดของโช้คอัพให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มความนุ่มนวลทุกการขับขี่



ภายในห้องโดยสารหรูหราขึ้นกว่าเดิม โดดเด่นด้วยหน้าจอแบบทัชสกรีนขนาด 9 นิ้ว แผงแดชบอร์ดและพวงมาลัยออกแบบใหม่ เบาะนั่งหุ้มด้วยหนังสังเคราะห์ที่แลดูเรียบหรู ติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาครบครัน มีช่องเสียบชาร์จ USB ที่ด้านหน้า-หลัง รวมไปถึงที่วางแก้วน้ำและใส่ของกระจุกกระจิกรอบคัน เมื่อเปิดที่เท้าแขนด้านหน้าจะมีทีเก็บกระดาษทิชชู่อยู่ภายใน เบาะนั่ง 3 แถว พับปรับได้หลายรูปแบบเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งาน เบรกมือแบบไฟฟ้า มาพร้อมระบบ AUTO BRAKE HOLD ที่ให้ความสะดวกในขณะใช้งานในเมืองซึ่งต้องวิ่งสลับจอดอยู่บ่อยครั้งโดยที่ผู้ขับไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์ไปมาระหว่างตำแหน่ง D และ N  

ขุมพลังยังคงเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ MIVEC วาล์วแปรผันฝั่งไอดี  1.5 ลิตร ตัวเดิม ให้กำลัง 105 แรงม้า แรงบิด 141 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที แต่ได้รับการปรับจูนให้เข้ากับการทำงานของเกียร์ CVT ตัวใหม่ที่สร้างและคำนวณมาสำหรับรถรุ่นนี้โดยเฉพาะ    

นี่คือภาพรวมคร่าวๆ ถึงการเปลี่ยนแปลงในรถยนต์รุ่นนี้ เราจะได้มาลองขับใช้งานกันแบบยาวๆ บนระยะทางกว่า 400 กม. จาก กทม.-พุทธมณฑล-พระราม 2 - แก่งกระจาน - กทม. ถึงสองวันเต็มท่ามกลางการจราจรและสภาพอากาศที่หลากหลายในวันทดลองขับ



ภารกิจแรก เราออกเดินทางจาก รร.ย่านสาทร มุ่งสู่ร้านกาแฟย่านพุทธมณฑล สาย 5 ผมรับหน้าที่เป็นผู้ขับขี่ไม้แรก ฝ่าการจราจรช่วงสายที่เบาบางขึ้น เราวิ่งกันแบบสบายๆ ไปเป็นขบวนคาราวาน สัมผัสแรกที่ได้เข้ามาขับเอกซ์แพนเดอร์ใหม่คือความหรูหราของวัสดุที่ใช้ในส่วนต่างๆ ภายในห้องโดยสาร ทำได้เนี๊ยบทีเดียว จากตัวรถที่สูงจากพื้นและการที่ห้องโดยสารมีเนื้อที่ของกระจกค่อนข้างมากจึงให้ความโปร่งโล่งสบายไม่อึดอัด ทัศนวิสัยรอบคันทำได้ดี แต่คงต้องติดฟิล์มกันความร้อนคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มความเย็นสบายในห้องโดยสาร การขับขี่ในช่วงการจราจรที่หนาแน่นระดับปานกลางทำได้ดี ให้ความคล่องตัวสูง เราใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงจุดหมายแรก



หลังจากที่พักผ่อนกันสักครู่ก็ออกเดินทางกันต่อโดยผมสลับไปเป็นผู้โดยสารบ้าง เราลัดเลาะจากเส้นพุทธมณฑลออกมายังถนนพระราม 2 ซึ่งจะสามารถใช้ความเร็วได้สูงขึ้น สิ่งที่ผมประทับใจซึ่งเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของรถรุ่นนี้คือ การเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกทำได้ดีมาก ขณะที่เราลองวิ่งกันที่ความเร็ว 100-120 กม./ชม. แทบไม่ได้ยินเสียงจากภายนอกหรือเสียงลมเข้ามาเลย เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลว่า วัสดุเก็บซับเสียงในส่วนอื่นๆ ยังคงเหมือนเดิมกับรุ่นแรก เพียงแต่เพิ่มในส่วนของแผ่นกันเสียงระหว่างห้องเครื่องยนต์กับห้องโดยสารด้านหน้าหรือในส่วนของไฟร์วอลล์ จากการที่กระจกหน้าบานใหญ่และมีความลาดเอียงค่อนข้างมากมีส่วนช่วยลดการปะทะของกระแสลมได้ดีในขณะใช้ความเร็วสูง



ระบบรองรับที่ได้รับการปรับเซทมาใหม่ให้ประสิทธิภาพสูง ไว้วางใจได้ในขณะที่ขับเร็วๆ เราได้ลองวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 120-140 กม./ชม. ในช่วงโล่งๆ ของถนนพระราม 2 ที่พื้นผิวถนนเป็นลอนคลื่นและมีสะพานหลายขนาด ตัวรถวิ่งได้นิ่งทีเดียว มั่งคง ปลอดภัย ให้ความสบายกับทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร



เจ้าหน้าที่ได้ให้ข้อมูลว่า จากการเปลี่ยนจากเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะมาเป็น CVT อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่เดิมทำได้ 15.4 วินาที ลดลงเหลือ 13.4 วินาที และเพิ่มความประหยัดเชื้อเพลิงลงได้มากทีเดียว ในการวิ่งทางไกลโดยเฉลี่ยซึ่งเราใช้ความเร็วในการเดินทางอยู่ในช่วง 100-120 กม./ชม. มาตรวัดที่หน้าปัดแจ้งอัตราสิ้นเปลืองโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 15 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ขณะวิ่งด้วยความเร็ว 120 กม./ชม. ใช้รอบเครื่องอยู่ที่ 2,100 รอบต่อนาทีเท่านั้นเอง ช่วยลดอัตราสิ้นเปลือง เสียงจากรอบเครื่องยนต์และการสึกหรอภายในเครื่องยนต์ลงไปได้มาก



เราได้แวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันก่อนถึงวังมะนาว หลังจากนั้นก็สลับกับขับยาวๆ จนถึงที่พักแถวแก่งกระจาน ซึ่งช่วงนั้นจะต้องขับผ่านเนินเขาที่มีโค้งซ้าย-ขวาให้ทดลองระบบรองรับ เอกซ์แพนเดอร์สอบผ่านด้วยดี ควบคุมรถง่าย ขับสนุก แม้ความแรงของเครื่องยนต์จะอยู่ในระดับปานกลาง เบรกแม้ว่าจะไม่ใช่ดิสค์ทั้ง 4 ล้อ แต่เป็นแบบหน้าดิสค์ หลังดรัม การชลอรถที่ความเร็วสูงยังคงไว้ใจได้และปลอดภัย


เราจบภารกิจวันแรกแบบสบายๆ ท่ามกลางอากาศภายนอกตัวรถที่ร้อนจัดสลับกับมีฝนตกบางช่วง ที่ปัดน้ำฝนที่บานกระจกด้านหลังช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยได้ดี แอร์ทั้งในส่วนหน้าและบนหลังคาสำหรับที่นั่ง 2 แถวหลังให้ความเย็นทั่วทั้งคันตลอดการเดินทาง



วันรุ่งขึ้นเราขับกันแบบสบายๆ หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน ทางทีมงานก็ปล่อยเราขับกลับสู่ กทม.แบบ ฟรี-รัน เราใช้ความเร็วกันได้บ้างหลังจากผ่านแยกวังมะนาวเข้าสู่ถนนพระราม 2 การควบคุมบังคับยังคงเป็นไปด้วยดี ระบบรองรับเป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจ รถควบคุมง่าย นั่งไม่เหนื่อยเนื่องจากมีการโยนตัวค่อนข้างน้อย แต่ที่ความเร็วต่ำอาจรู้สึกถึงความสะเทือนอยู่บ้าง หลังจากสนุกกับการขับได้พักใหญ่ เราก็ต้องมาพบกับการจราจรที่ติดขัดในช่วงปลายๆ ของถนนพระราม 2 ซึ่งมีการก่อสร้างถนน ทัศนวิสัยที่ดีช่วยให้การขับทำได้ง่ายขึ้น ระบบแอร์ยังคงเย็นฉ่ำทั่วทั้งคันแม้ว่าอากาศภายนอกรถจะเดือดสุดๆ  เราใช้เวลาในช่วงนี้ร่วม 1 ชม.จนกระทั่งขับขึ้นทางด่วนกลับมายังจุดสตาร์ทที่โรงแรมแถวสาทร เสร็จสิ้นภารกิจการทดลองขับรถอนกประสงค์รุ่นนี้ไปด้วยความเรียบร้อย



ผู้ที่ต้องการหารถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก มีที่นั่ง 3 แถว สามารถปรับพับได้หลากหลายเพื่อเพิ่มความอเนกประสงค์ ให้ความประหยัดพอประมาณ แอร์เย็นทั่วทั้งคัน ควบคุมบังคับง่าย ขับขี่เดินทางด้วยความเร็วอย่างมั่นใจ การเก็บเสียงรบกวนจากภายนอกทำได้ดีมาก ควรลองไปขับมิตซูบิชิ ตัวนี้ได้ตามโชว์รูมต่างๆ  ซี่งเอกซ์แพนเดอร์ 2 รุ่น ตั้งราคาไว้ 789,000 และ 895,000 บาท แตกต่างกันตามออฟชั่นที่ใส่ลงไป

ขอขอบคุณ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จำกัด ที่ได้เชิญเราไปร่วมทดลองขับและดูแลตลอดการเดินทางในครั้งนี้    

Powered by MakeWebEasy.com