ทดสอบ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ปรับใหม่แทบทั้งคัน เสริมอุปกรณ์ทันสมัยมาเพียบ

396 จำนวนผู้เข้าชม  | 

โดย: อัฐฒา นายเรือ

รถฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ รถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์รุ่นล่าสุดจากฟอร์ด ที่มีสมรรถนะพร้อมลุยทั้งบนทางเรียบและออฟโรด มอบความสะดวกสบายและปลอดภัยด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย

ฟอร์ด ประเทศไทยได้เชิญคณะสื่อมวลชนไทยและต่างประเทศร่วมกิจกรรมทดลองขับภายใต้แนวคิด ‘Life is Yours to Master’ โดยจัดขึ้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสสมรรถนะและทดสอบการทำงานของหลายๆ ฟีเจอร์ที่ติดตั้งมาเป็นครั้งแรกในเซกเมนต์นี้

ภายในงาน ฟอร์ดยังได้จัดแสดงรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ครบทั้ง 4 รุ่นย่อย ที่มีจำหน่ายในประเทศไทย ได้แก่ รุ่นเทรนด์ รุ่นสปอร์ต รุ่นไทเทเนียมพลัส 4x2 และรุ่นไทเทเนียมพลัส 4x4 ที่มาพร้อมตัวเลือกขุมพลังเครื่องยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานที่แตกต่างกันของรถแต่ละรุ่นย่อย ได้แก่


ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียมพลัส 4x4 10AT: มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติแบบ E-Shifter 10 สปีด มอบพละกำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,000 รอบต่อนาที ราคา 1,854,000 บาท ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไทเทเนียมพลัส 4x2 10AT: ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบ SelectShift 10 สปีด ให้กำลัง 210 PS ที่ 3,750 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ราคา 1,704,000 บาท



ฟอร์ด เอเวอเรสต์ สปอร์ต 4x2 6AT: มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาที ให้แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ราคา 1,464,000 บาท


 

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เทรนด์ 4x2 6AT: ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เทอร์โบเดี่ยวกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลัง 170 PS ที่ 3,500 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุด 405 นิวตันเมตรที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ราคา 1,334,000 บาท


ทดลองขับในสถานการณ์จริงทั้งบน ออนโรดและออฟโรด
หลังจากที่เราได้รับฟังการบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับตัวรถและเส้นทางที่จะใช้ในการทดลองขับในวันนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซี่งรถที่สื่อขับจะเป็นรุ่นทอพ 2.0 ลิตร ไบเทอร์โบ ไทเทเนียม 4x4 เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ ทั้งหมด โดยในรุ่นนี้จะติดตั้งล้อพร้อมยางขนาด 255/55-20 มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน


เราก็ออกเดินทางเป็นขบวนคาราวานจาก รร.ที่พัก วิ่งบนถนนทางเรียบบนเส้นทางที่จะไปเขื่อนศรีนครินทร์ ก่อนจะเลี้ยวแยกซ้ายไปยัง อ.ไทรโยค เราได้ขับบนทางเรียบเป็นระยะทางประมาณ 30 กม. ซึ่งการขับในช่วงสั้นๆ นี้สิ่งที่เราสัมผัสได้คือ แม้ตัวรถจะมีขนาดใหญ่แต่การควบคุมบังคับทำได้ดีกว่ารุ่นที่แล้วอย่างชัดเจน ซึ่งตัวเก่าก็ทำได้ในเกณฑ์ดีแล้วก็ตาม อัตราเร่งทำได้ทันใจจากพละกำลังที่มีถึง 210 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตัน-เมตร มาตั้งแต่รอบต่ำเพียงแค่ 1,750-2,000 รตน.เกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะเปลี่ยนได้อย่างนุ่มนวลและต่อเนื่อง ด้วยฐานล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร มอบการควบคุมบนถนนได้ดียิ่งขึ้น ขณะที่การปรับแต่งโช้คอัพใหม่ช่วยเพิ่มความสนุกเร้าใจในการขับขี่และช่วยให้การควบคุมรถทั้งบนถนนและเส้นทางออฟโรดทำได้ง่ายยิ่งขึ้น และเราได้มีโอกาสลองใช้ระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และระบบควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทาง (Adaptive Cruise Control with Stop-and-Go and Lane Centering) ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกล การเก็บเสียงรบกวนที่จะเข้ามาในห้องโดยสารทำได้ดี เสียงลมเข้ามาน้อยมาก


หลังจากนั้นก็ขับออกนอกถนนไปบนเส้นทางแบบออฟโรดเป็นระยะทางสั้นๆ ประมาณ 15 กม.ที่ต้องเจอกับอุปสรรคที่ผู้จัดได้ออกแบบเส้นทางไว้ให้เราได้ใช้ฟังก์ชันตัวช่วยต่างๆ ที่จะพาเราผ่านอุปสรรครูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นลูกรังร่วนที่มีความลื่น พื้นถนนที่มีโคลนเลน ทางลงเนินที่ลาดชัน หลุมบ่อต่างๆ รวมไปถึงการลุยบ่อน้ำที่มีความลึกราวๆ 60 ซม. ฯลฯ โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่นั่งคู่ไปกับเราได้คอยแนะนำการใช้งานของฟังก์ชันระบบควบคุมการขับขี่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โหมดการวิ่งบนพื้นที่เป็นโคลนเลน โหมดทางลื่น โหมดประหยัด ฯ รวมไปถึงระบบควบคุมความเร็วเมื่อรถวิ่งลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) เราสามารถควบคุมรถผ่านสถานีต่างๆ ไปได้ด้วยดี การขับบนเส้นทางทุรกันดารที่พื้นถนนเป็นกรวดทรายการเก็บสียงรบกวนจากบริเวณใต้ท้องรถก็ยังคงเป็นไปด้วยดี โดยโหมดต่างๆ ในการขับขี่มีรายละเอียดการทำงานดังนี้


โหมดปกติ: ออกแบบเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทดสอบคู่กับระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชัน Stop and Go และระบบควบคุมรถให้อยู่กลางช่องทางที่ช่วยตรวจสอบช่องทางจราจรเพื่อให้รถอยู่ตรงกลางเลน ช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาระยะห่างที่ปลอดภัยและจำกัดความเร็วได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะขับขี่บนทางไฮเวย์หรือเส้นทางที่ใช้ความเร็วสูงและมีรถพลุกพล่าน

โหมดประหยัด: ทำงานด้วยการประเมินพฤติกรรมการขับขี่และปรับการทำงานของระบบส่งกำลังและระบบควบคุมความเร็วให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันให้ได้สูงสุด

โหมดทางลื่น: ปรับการทำงานของเครื่องยนต์ เกียร์ และระบบควบคุมการยึดเกาะถนน เพื่อลดโอกาสที่ล้อจะหมุนฟรีป้องกันการลื่นไถล

โหมดโคลน: ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ผิวที่ปกคลุมด้วยโคลน กรวด หรือร่องดิน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่พร้อมตะลุยผ่านได้อย่างมั่นใจด้วยระบบดิฟล็อคหลังไฟฟ้าที่ทำงานแบบอัตโนมัติในโหมดนี้ พร้อมเพิ่มการยึดเกาะให้เต็มประสิทธิภาพและรักษากำลังของรถไว้

ควบคู่กับการปล่อยให้ล้อหมุนด้วยความเร็วเพื่อรีดโคลนออกจากดอกยาง ผู้เข้าร่วมการทดสอบยังได้ขับฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ เจเนอเรชันใหม่ลุยผ่านทางน้ำได้อย่างง่ายดาย ด้วยความสามารถในการลุยน้ำได้สูงสุดถึง 800 มม. และทัศนวิสัยที่เพิ่มขึ้นจากกล้องมองรอบคัน 360 องศา

เราใช้เวลาไม่นานนักก็มาถึงสถานีต่อไปที่จะแนะนำให้เราได้ทดลองใช้ฟังก์ชันต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้ในรถรุ่นนี้  เราได้สัมผัสเทคโนโลยีที่ฟอร์ดพัฒนาขึ้นเพื่อมอบทั้งความอเนกประสงค์และความสะดวกสบายใน สถานี ‘Comfort and Convenience’ โดยมีฟีเจอร์เด่นๆ อาทิ

ฟอร์ดพาส (FordPass™): แอปพลิเคชันที่ยกระดับประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถฟอร์ดได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยบริการเชื่อมต่อและฟีเจอร์อำนวยความสะดวกที่หลากหลาย เช่น การสตาร์ทรถ ล็อกและปลดล็อก ปรับอุณหภูมิภายในรถล่วงหน้า และตรวจสอบสถานภาพของรถผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

เบาะที่นั่งปรับได้ตามการใช้งาน: นอกจากจะรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 7 ที่นั่งแล้ว เบาะนั่งแถวที่ 2 ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ยังปรับให้พับราบได้แบบ 60:40 ส่วนเบาะนั่งแถวที่ 3 แบ่งสัดส่วน 50:50 พร้อมฟังก์ชั่นการพับเบาะแบบไฟฟ้าได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มบริเวณที่เก็บของท้ายรถในรุ่นไทเทเนียมพลัส ผู้ขับขี่จึงขนของที่มีขนาดใหญ่ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย

ห้องโดยสารกว้างขวาง: ห้องโดยสารของฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ กว้างขวางและนั่งสบายได้ทั้งครอบครัว หรือแนวแผงกั้นบริเวณท้ายรถ ช่วยกันไม่ให้ของตกเมื่อเปิดประตูท้าย พร้อมที่เก็บของใต้พื้นรถช่วยให้การเก็บสัมภาระเป็นระเบียบยิ่งขึ้น



หน้าจอความละเอียดสูงแบบสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่: ฟอร์ดติดตั้งหน้าจอสีแบบสัมผัสขนาด 10.1 หรือ 12 นิ้ว มาในฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ เพื่อให้ผู้ขับขี่ควบคุมอุปกรณ์เพื่อความบันเทิงและเชื่อมต่อการสื่อสารผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC® 4A ซึ่งเป็นระบบล่าสุดของฟอร์ด

 


ส่วนในสถานีต่อมาคือ ‘Smart Technology’ เราจะได้ลองใช้เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่ขั้นสููง ที่ติดตั้งมาเพื่อเสริมความมั่นใจของผู้ขับขี่ และช่วยให้ควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้นในหลากหลายสถานการณ์ ได้แก่ 

ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ 2.0: ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ช่วยให้ผู้ขับขี่จอดรถเทียบข้าง หรือถอยจอดเข้าซองได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียว โดยระบบจะช่วยหมุนพวงมาลัย เปลี่ยนเกียร์ รวมถึงควบคุมคันเร่งและเบรก ให้รถเข้าสู่ช่องจอดได้อย่างง่ายดาย

ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง: ช่วยให้ผู้ขับขี่ถอยรถได้มั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยการตรวจจับวัตถุบริเวณท้ายรถ และส่งเสียงเตือน หากผู้ขับขี่ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน ระบบจะส่งแรงเพื่อเบรกจนรถหยุดนิ่ง


หลังจากที่เราได้ทดลองใช้ระบบฟังก์ชันต่างๆ ที่ติดตั้งมาให้มากมายในรถรุ่นนี้เป็นที่เรียบร้อย เราก็ได้เดินทางกลับมาสู่ รร.ที่พักเพื่อที่จะซักถามข้อสงสัยต่างๆ กับผู้เชี่ยวชาญก่อนจะจบการทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ใหม่ อย่างสมบูรณ์ในครั้งนี้

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับรถฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นได้ที่เว็บไซต์ www.ford.co.th และที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ โดยฟอร์ดพร้อมส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าตั้งแต่ช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2565 เป็นต้นไป โดย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ เจเนอเรชันใหม่ ทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่จากโรงงานนาน 5 ปี หรือ 150,000 กม.

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้