162 จำนวนผู้เข้าชม |

หลังจากที่ค่าย BYD ทำการเปิดตัวรถในกลุ่ม PHEV หรือ Plug-in Hybrid ลำดับที่ 2 ของค่ายเมื่อช่วงกลางปี 2568 ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อรุ่น Seal5 เป็นรถยนต์กลุ่ม B-Segment Sedan ที่ไซส์ค่อนข้างโตใกล้เคียงกับรถในกลุ่ม C-Segment เข้าไปแล้ว โดยจุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ขุมพลังขับเคลื่อนแบบ DM-i อันลือชื่อของ BYD ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีแบตเตอรี่ที่สามารถวิ่งได้ระยะทางระดับ 100 กม. โดยการชาร์จไฟเพียง 1 ครั้งเท่านั่น ประกอบกับในช่วงต้นปีที่ 2569 ที่ผ่านมา ค่าย BYD ได้เผยราคาของ Seal5 DM-I เวอร์ชั่นประกอบภายในประเทศด้วยราคาที่ต่ำลงเพียง 6.99 แสนบาท และเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าน้ำมัน 1 ถัง และไฟ 1 ชาร์จ สามารถวิ่งได้ระยะทางทะลุ 1,000 กม. ตามที่ทาง BYD ได้เครมเอาไว้หรือไม่นั่น ทาง Rever Automotive เลยจัดการเชิญสื่อมวลชนสายยานยนต์เข้าร่วมการชาเลนจ์เพื่อพิสูจน์สมรรถนะเรื่องการประหยัดพลังงานในครั้งนี้ โดยใช้เส้นทางจากเชียงราย วกไปที่เพชรบูรณ์ และมุ่งหน้า สู่กรุงเทพมหานคร ระยะทางรวมกว่า 1,000 กม. เลยทีเดียว

ก่อนที่จะเข้าสู่เรื่องราวของการชาเรนจ์ในครั้งนี้นั่น เรามาดูจุดเด่นของ BYD Seal5 DM-i กันอีกสักครั้งว่ามีจุดเด่นตรงไหนบ้าง เวอร์ชั่นประกอบในประเทศครั้งนี้ มีจำหน่ายด้วยกัน 3 รุ่น ด้วยกัน Standard ราคา 5.99 แสนบาท, รุ่น Dynamic 6.59 แสนบาท และรุ่น Premium ราคา 6.99 แสนบาท ราคาจำหน่ายทั้ง 3 รุ่นนี้เป็นราคาพิเศษช่วงแนะนำตัว 3,000 คันแรก
จุดเด่นอย่างที่เกริ่นในช่วงแรกว่ามิติของตัวรถซึ่งจริงๆ จะอยู่ในกลุ่ม B-Segment นั่น แต่ด้วยมิติของตัวรถจริงๆ ขึ้นไปเทียบเคียงกับรถในกลุ่ม C-Segment ด้วยความยาวตัวรถ 4,780 มม., ความกว้าง 1,837 มม., ความสูง 1,495 มม., ความยาวฐานล้อ 2,718 มม., ความสูงใต้ท้องรถถึงพื้นถนน Ground Clearnace 160 มม. และน้ำหนักตัวรถ 1,620 กก.

รูปลักษณ์ภายนอก และภายในมีความโฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตซีดานนิดๆ กระจกรอบคันบานใหญ่ช่วยเพิ่มเรื่องของทัศนวิสัยในการมองเห็นขณะขับขี่ และประตูทั้ง 4 บานมีขนาดใหญ่เปิดได้กว้างช่วยให้การขึ้น-ลง สะดวกยิ่งขึ้น ไฟหน้าแบบ Full LED พร้อมระบบเปิด-ปิด อัตโนมัติ, ไฟท้าย Full LED แบบ Dot Matrix พร้อมไฟ LED แบบ Light Bar เชื่อมต่อระหว่างท้ายรถทั้ง 2 ฝั่ง ให้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสารโดยเด่นด้วยจอมัลติฟังก์ชั่นแบบ ทัชสกรีน ขนาด 10.1 นิ้ว ในรุ่น Standard ส่วนรุ่น Dynamic กับ Premium จะได้จอกลางขนาด 12.8 นิ้ว หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิตอลขนาด 8.8 นิ้วทุกรุ่น เบาะคนขับปรับมือ 6 ทิศทาง รุ่น Standard เบาะปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางรุ่น Dynamic, Premium ส่วนเบาะผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางเฉพาะรุ่น Premium เท่านั่น รุ่น Standard กับ Dynamic จะเป็นแบบปรับมือ 4 ทิศทาง ถุงลมนิรภัยมีให้ 6 ใบทุกรุ่นเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

กล้องรอบคัน 360 องศามีเฉพาะรุ่น Premium เท่านั่น เช่นเดียวกับระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติที่มีเฉพาะรุ่น Premium อีกเช่นกัน ส่วนระบบความปลอดภัยมีระบบ ADAS Level2 มาให้ทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น Premium ที่เพิ่มระบบ ช่วยเตือนการชนทางด้านหลัง RCW, ระบบช่วยเตือน เมื่อมีรถผ่านจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA และระบบช่วยเตือนมุมอับสายตา BSD
ทางด้านขุมพลังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ Atkinson Cycle แบบแถวเรียง 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร DOHC 16 วาล์ว กำลังอัดภายในกระบอกสูบ 15.5:1 ภายใต้รหัส BYD472QC ให้แรงม้า 98 แรงม้า แรงบิด 122 นิวตัน-ม. ตัวเครื่องยนต์รองรับการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล E20 เป็นมาตรฐาน
ตัวเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้แรงม้า 197 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตัน-ม. เมื่อถึงจังหวะที่เครื่องยนต์ต้องทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้พละกำลังสูงถึง 218 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตัน-ม. ส่งกำลังขับเคลื่อนล้อหน้า
ตัวแบตเตอรี่ของ Seal5 DM-I ยังคงเป็น แบตเตอรี่แบบ Blade Battery LFP(Litihium-ion) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทาง BYD เป็นผู้คิดค้น และพัฒนา ขึ้นมาสำหรับใช้ในรถ BEV และ PHEV ของค่ายเท่านั่น โดยในรุ่น Standard และ Dynamic จะมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่มีความจุ 13.09 kWh รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC สูงสุด 6.6 kW ส่วนรุ่น Premium จะมากับแบตเตอรี่ทีมีขนาดใหญ่ขึ้น 18.30 kWh รองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 kW พร้อมฟังก์ชั่นการปล่อยไฟ V to L 2.2 kW และ V to L Discharge Adapter

สมรรถนะอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลาเพียง 7.5 วินาที โหมดการขับขี่มี 3 โหมด Eco, Normal, Sport ระยะทางการวิ่งไกลสุดในโหมด EV Range รุ่น Standard, Dynamic ระยะทาง 85 กม. และรุ่น Premium ระยะทาง 120 กม.
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าอิสระ แม็คเฟอร์สันสตรัท คอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง และด้านหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม ระบบเบรกเป็นดิสค์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด ระบบบังคับเลี้ยว แร็คแอนด์พิเนี่ยน EPS ล้อแม็กไซส์ 17 นิ้ว รัดด้วยยางไซส์ 215/55 R17
ชาเรนจ์วันแรก เชียงราย-พิษณุโลก

การชาเรนจ์ One Tank One Change จำนวนรถในครั้งนี้มากถึง 39 คัน จากจุดสตาร์ท ณ โรงแรม The Heritage Chiang Rai Hotel and Convention สันทราย จ.เชียงราย โดยช่วงแรกจะเป็นการเดินทางไปยัง จ.ลำปาง ซึ่งเป็นจุด Check Point แรก ณ ร้านอาหาร The Commons LPT ระยะทาง 225 กม. ทางผู้จัดวางโปรแกรมช่วงนี้ให้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2.30 ชม. เส้นทางช่วงแรกเป็นทางที่ขับค่อนข้างสบาย มีช่วงโค้ง และทางขึ้น-ลง เนินหลายช่วง

ต้องใช้วิชาในเรื่องของการคำนวณความเร็วในจังหวะก่อนลงเนิน เพื่อเก็บความเร็วให้เพียงพอต่อการไต่ขึ้นยอดเนิน เพราะถ้าความเร็วตกในช่วงขึ้นยอดเนินก็จะเท่ากับการเสียพลังงานของน้ำมันเชื้อเพลิงไปฟรีๆ เพราะอย่างลืมว่าระยะทาง 225 กม. ถ้าใช้โหมด EV เพียวๆ ไฟหมดเกลี้ยงเรียบร้อย ดังนั่นตอนที่ขับอยู่ต้องคำนวณเรื่องของความเร็ว โหมดการขับขี่ รวมไปถึงการเลือกเปอร์เซ็นต์ให้เครื่องยนต์ติดขึ้นมาเพื่อชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ด้วย(สามารถเลือกเปอร์เซ็นต์ให้เครื่องยนต์ติดเพื่อชาร์จไฟตั้งแต่ 80% จนถึง 20% โดยต้องเลือกโหมดพลังงานเป็น HEV) เพราะอย่าลืมว่า BYD Seal5 DM-i ใช้มอเตอร์ในการขับเคลื่อนเหมือนกับรถไฟฟ้า BEV 100% แต่แตกต่างกันนิดหน่อยตรงที่มีชุดส่งกำลังซ่อนอยู่อีกชุดในกรณีที่ต้องการอัตราเร่งแซงในกรณีที่แบตเตอรี่เหลือต่ำจนไม่สามารถส่งพลังงานมาให้กับตัวมอเตอร์ขับเคลื่อนได้

หลังจากพักรับประทานอาการกลางวันที่ The Commons LPT เรามุ่งหน้าสู่ Ripple Coffee x By The River จ.อุตรดิตถ์ ระยะทาง 143 กม. มีช่วงเวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชม. เส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นทางตรงยาวๆ มีโค้งหลากหลายในช่วงจาก จ.ลำปาง ลงมา ถนน 4 เลนสวน การขับขี่ช่วงนี้ค่อนข้างสบายๆ ทางตรงยาวๆ เล่นเอาผู้ขับ และผู้ร่วมทางเกือบจะหลับกันแล้ว ความเร็วช่วงนี้ใช้อยู่ประมาณ 70-100 กม./ชม.หลังจากถึงจุดหมาย ณ ร้าน Ripple Coffee x By The River แล้ว ก็ถึงช่วงที่ต้องเดินทางต่อไปยังจุดสุดท้ายของวันแรก ณ โรงแรม Livist Resort ระยะทาง 241 กม.กับเวลาในการเดินทาง 3 ชั่วโมงกว่าๆ สิริรวมระยะทางในการขับทดสอบวันแรก 600 กม. กับเวลาในการเดินทาง 9 ชม. เรนจ์ที่โชว์ระยะทางในการวิ่งได้ ณ ตอนนี้บอกว่าน้ำมันเชื้อเพลิงในถังยังวิ่งได้อีกเกือบ 800 กม.

วันสุดท้ายของการทดสอบเริ่มสตาร์ทจากโรงแรมที่พักมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟ Bluekoff Coffee and Eatery อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เพื่อรับประทานอาหารกลางวัน ระยะทาง 244 กม. กับเวลาเดินทางเฉลี่ย 3 ชม. นิดๆ ความเร็วในการเดินทางช่วงนี้ยืนพื้นที่ 90-110 กม./ชม. เส้นทางยังคงเป็นถนน 2 เลนสวน สภาพเส้นทางมีบางช่วงที่พื้นถนนไม่ค่อยเรียบ และการจราจรค่อนข้างหนาแน่น หลังจากพักเบรกรับเครื่องดื่มกันเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางกันต่อ จากร้านกาแฟ มุ่งหน้าไปยังสี่แยกตากฟ้า อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ แล้วต่อเนื่องด้วยการแวะจุด Check Point ณ ร้านเกษรา เบเกอรี่ จ.สิงห์บุรี เพื่อรับเครื่องดื่มแล้วเดินทางต่อไปยังจุดสุดท้าย ณ ปั๊มน้ำมัน PTT Station ปตท.หันตรา(น้ำมัน+EV) จ.พระนครศรีอยุธยา ระยะทางเดินทางช่วงนี้แค่ 59 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 50 นาที ในวันที่ 2 นี้ ระยะทางเดินทางรวม 534 กม. และเมื่อคิดระยะทางรวมทั้ง 2 วัน เจ้า BYD Seal5 DM-i วิ่งด้วยระยะทาง 1,173 กม. น้ำมัน 1 ถัง 45 ลิตร ยังมีเหลือ โดยเราวิ่งในโหมด HEV และมีเปอร์เซ็นต์ไฟเหลือระดับ 35%

สรุปกับการชาเรนจ์ 2 วัน 1 คืน กับการทดสอบสมรรถนะ BYD Seal5 DM-I นอกจากเรื่องของการประหยัดพลังงานแล้ว เรายังได้ซึมซับถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร โดยเฉพาะเบาะนั่งคู่หน้าที่เวลาเดินทางไกลๆ ก็ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า สมรรถนะของช่วงล่างให้การยึดเกาะถนนที่ดีโดยเฉพาะทางโค้งลงเขาในช่วงวันแรกจาก จ.เชียงราย มุ่งหน้าสู่ จ.ลำปาง และช่วงจาก จ.ลำปาง มุ่งหน้าสู่ จ.อุตรดิตถ์ เพราะความเร็วช่วงลงเขาบางจังหวะเราไม่สามารถแตะเบรคเพื่อชะลอความเร็วบ่อยๆ เพราะจะเสียในเรื่องของการบริโภคไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย

การทดสอบสมรรถนะ BYD Seal5 DM-i One Tank One Change ครั้งนี้ต้องขอขอบคุณทาง Rever Automotive ที่เชิญพวกเราเข้าร่วมทดสอบสมรรถนะในครั้งนี้ครับ